ปรัชญาธรรมะ จากภาพวาด

ปรัชญาธรรมะ จากภาพวาด

I come alone and alone I shall go ข้ามาแต่ผู้เดียว และจะไปแต่ผู้เดียว

 
ม้าป่ามีลักษณะเด่นคือการทะยานโลดแล่นไปในทุ่งกว้างอย่างโดดเดี่ยว ไม่ค่อยเกาะกลุ่มเป็นฝูงเช่น
ช้าง หรือ สัตว์บางประเภท ลักษณะการท่องไปตามลำพังนี้เหมือนกับมนุษย์มาก แม้เราจะบอกว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม แต่ความเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์จำกัดเฉพาะช่วงระยะที่มนุษย์อุบัติขึ้นในโลกแล้ว ส่วนการมาและการไปหรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การเกิด และการดับของมนุษย์นั้นเป็นไปแต่ผู้เดียวจริงๆ

Fish knows only water ปลารู้จักแต่น้ำ


ในการอธิบายความจริง 2 ระดับคือ โลกียธรรมและลกุตรธรรมนั้นในทางพุทธปรัชญานิยมใช้ตัวอย่างปลากับเต่า เต่าเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มีประสบการณ์ทั้งในน้ำและบนบก เมื่อเต่ากลับลงมาในน้ำ เต่าพยายามจะอธิบายให้ ปลาได้ฟังถึงเรื่องราวและประสบการณ์บนบก แต่ปลาไม่สามารถเข้าใจได้เพราะปลามีความรู้และประสบการณ์เฉพาะ ในน้ำเท่านั้น การที่ปลาไม่เข้าใจสภาพบนบกไม่ใช่ความผิดของเต่า แต่เป็นเพราะปลาด้อยประสบการณ์เอง

มนุษย์เช่นกัน สำหรับผู้ที่รู้ในธรรมะแล้ว ไม่สามารถอธิบายการเข้าถึงธรรมะซึ่งเป็นประสบการณ์โลกุตรธรรมนั้นให้ มนุษย์ปุถุชนเข้าใจได้ เพราะการตรัสรู้ธรรม หรือการเข้าถึงโลกุตรธรรมนั้นมิใช่สิ่งที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ด้วยสื่อทาง ภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาพูดหรือภาษาเขียนก็ตาม แต่โลกุตรธรรมนั้นเป็นสิ่งที่เปิดกว้างให้มนุษย์ทุกคนได้เดินทางด้วยตนเอง เพื่อสัมผัสกับกรรมนั้น

Not Knowing the beyond ด้วยไม่รู้กาลเบื้องหน้า

ลี่จี ลูกสาวนายประตูด้านทิศตะวันออกนั้นเป็นหญิงที่มีรูปโฉมงดงามนัก เมื่อพระเจ้าแผ่นดินเสด็จประพาสป่าทางทิศตะวันออกทรงพบเข้า จึงโปรดให้ส่งตัวเข้าไปเป็นพระสนมในวัง ลี่จีรทุกข์โศกยิ่งนักก่อนจะออกจากบ้านซึ่งอยู่ชายแดนเข้ามา นางร่ำไห้ราวกับจะขาดใจชายแขนเสื้อนั้นซับน้ำตาจนเปียกไปหมด ครั้นต่อมาเมื่อนางได้เข้ามาอยู่ในพระตำหนักมีความสุขสบายทุกประการ นางก็รำพึงถึงเหตุการณ์สมัยที่นางยังอยู่ชายแดน และอดแปลกใจมิได้ ว่านางร้องไห้ทำไมตั้งมากมาย ลี่จีร้องไห้เพราะไม่รู้กาลเบื้องหน้า ซึ่งแท้จริงแล้วสุขสบายกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ จวงจื้อนำเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกับการที่มนุษย์เรากลัวความตาย เพราะ “ด้วยไม่รู้กาลเบื้องหน้า” เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแท้จริงแล้วความตายจะไม่ดีกว่าการอยู่ ความจริงมีอยู่ว่า เมื่อมีเกิดก็ต้องมีตายเป็นของคู่กัน มีใครบ้างที่เกิดแล้วไม่ตาย ทันทีที่ลงบัญชีเกิดก็เว้นที่ไว้ได้เลยสำหรับวันตาย เมื่อเป็นธรรมชาติของชีวิตเช่นนี้ จะตั้งหน้าตั้งตารังเกียจความตายทำไม ทำชีวิตปัจจุบันให้ดีที่สุด เวลาตายจะได้ไม่อายนกกา แล้วจะหาว่าไม่เตือน

The two forces of Nature พลังทั้งสองของธรรมชาติ

ในภาพแสดงลักษณะของนกที่กำลังโบยบิน อาการบินของนกนั้นมี 2 ลักษณะสำคัญ คือ เมื่อต้องการบินสูงขึ้นต้องใช้พลังโบกปีกทั้งสองขึ้นไป เรียกว่าการดบก อีกอาการหนึ่ง เมื่อบินต่ำเรียกว่าร่อน อาการบินแบบนี้ไม่ต้องใช้พลังปีก เพียงแต่ต้องมีการทรงตัวอยู่โดยอาศัยแรงโน้มถ่วงที่สมดุลย์ของปีกทั้งสองข้างการโบกและการร่อนทำให้นกนำตัวไปได้ตามต้องการ ในทั้งอาการโบกและร่อนของนกนี้ แสดงถึงพลัง 2 อย่างของธรรมชาติ การโบกนั้นเรียกว่า พลังหยางซึ่งเป็นพลังรุกในขณะที่การร่อนเรียกว่าพลัง หยิน เป็นพลังแฝง ปรัชญาเต๋าอธิบายว่าทุกสิ่งในจักรวาลล้วนเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ ของพลังทั้งสองนี้ทั้งสิ้น จริยธรรมของปรัชญาเต๋า เน้นการรู้จักธรรมชาติของพลังหยาง แต่ให้อยู่กับพลังหยิน ดังนั้นสำหรับอาการโบยบินของนก ปรัชญาเต๋าจะสอนให้โบกแต่น้อยเท่าที่จะเป็น และให้อยู่กับอาการร่อนให้มากเพราะการร่อนนั้นเหนื่อยน้อยกว่าใช้พลังน้อยกว่า นกตัวใดก็ตามที่รู้จักแต่จะโบกสูงขึ้น ๆ ย่อมตกลงมาตายด้วยความหมดแรงในที่สุด มนุษย์เราก็เช่นกัน ควรมีความทะเยอทะยานเพื่อไต่เต้าขึ้นไปตามบันไดสังคมแต่พอควร ให้รู้จักถนอมพลังและรู้จักชื่นชมกับชีวิตธรรมชาติให้มกา เพื่อความผาสุขอันยืนยาวในชีวิต

Nature Proportion สัดส่วนธรรมชาติ


ในธรรมชาติของสรรพสิ่งนั้น ล้วนมีสัดส่วนอันพอเหมาะของมันอยู่แล้ว ความงามก็คือความงามตามธรมชาตินั่นเอง ความงามของมนุษย์ก็วัดกันในหมู่มนุษย์ ความงามของปลาก็วัดกันในหมู่ปลา เมื่อสาวงามนั่งชะโงกดูปลา ปลาว่ายหนี หาได้ชื่นชมความงามของเธอไม่

จวงจื๊อ อธิบายเรื่องความงามตามธรรมชาตินี้ โดยยกตัวอย่างว่านกกระสานั้นขายาว เพราะฉะนั้นควรจะตัดขานกกระสาออกเสียดีหรือ? ส่วนเป็ดเล่าก็ขาสั้นไป ต่อขาให้หน่อยดีไหม ? ธรรมชาติของนกกระสานั้นหากินตามริมน้ำตื้น ๆ ยืน นิ่ง ๆ ขาเดียวอยู่ได้นานเพื่อจ้องจิกปลาเป็นอาหารขืนตัดขานกกระสา นกกระสาก็อดตาย การที่จะเอามาตราฐานของมนุษย์ไปให้นกกระสา หรือคนอื่นสิ่งอื่นนั้นล้วนเป็นการฝืนธรรมชาติทั้งสิ้น

ดังนั้น จากความเข้าใจเรื่องสัดส่วนตามธรรมชาตินั้นสามารถประยุกต์เข้ากับจริยธรรมของมนุษย์ได้เช่นกัน โดยพึงตระหนักในใจว่าสิ่งใดที่เราทำจนเป็นนิสัยนั้น อย่าถือเป็นมาตราฐานไปวัดคนอื่น ๆ ให้เขาอยู่ในแนวเดียวกับเราจะเข้าทำนองเรื่องผีเจ้าระเบียบ ที่เที่ยวจัดคนที่นอนให้เท่ากัน โดยดึงศีรษะให้ได้ระดับกัน ครั้นศีรษะได้ระดับเท้าก็สูงต่ำไม่เท่ากัน ครั้นดึงเท่ากัน ศีรษะก็ไม่ได้ระดับผีเจ้าระเบียบก็เวียนดึงศีรษะและเท้าอยู่ทั้งคืน แท้จริงคนที่นอนอยู่นั้นความสูงไม่เท่ากัน ทำอย่างไรก็ไม่เท่ากันได้

A bird seeks for food, so does a man, What do they differ?

นกหาเหยื่อ คนหาอาหาร คนต่างจากนกตรงไหน

คนเรามักใช้เวลาทั้งชีวิตให้หมดไปกับการหาอยู่หากิน การแสวงหาความสุขทางโลกีย์ เป็นสิ่งที่สัตว์ทั้งหลายทำเช่นเดียวกับมนุษย์การดูแลตนเอง การแสวงหาสิ่งจำเป็นแก่ชีวิต การแสวงหาที่อยู่อาหาร มนุษย์เราทำอย่างเดียวกับสัตว์เล็ก ๆ เหมือนกันหากเรามัวเสียเวลาทั้งชีวิตเพื่อหาอยู่หากินแบบนี้ ชีวิตของเราก็ไม่ต่างไปจากชีวิตของแมลงหรือนกและสัตว์ต่าง ๆ นัก มนุษย์จึงจำเป็นต้องทำให้สิ่งที่ดีกว่าสิ่งที่สัตว์ทำได้ ท่านอาจารย์สัมธอง รินโปเซ พระภิกษุชาวธิเบตจึงสอนว่า มนุษย์จะต้องทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์อันจะมีอนาคตที่ยาวนานกว่าชีวิตนี้ และจะมีผลกว้างไกลไปกว่า ผลประโยชน์เพียงเฉพาะตัวเราเอง เราจะต้องรู้จักคิดทำ ในสิ่งที่ยืนยาวกว่าชีวิตนี้ ด้วยความคิดเช่นนี้ มหายานจึงสอนให้มุ่งมั่นในโพธิสัตต์มรรค มุ่งมั่นในความหลุดพ้น ในขณะเดียวกันก็บำเพ็ญประโยชน์เพื่อเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ให้บรรลุความหลุดพ้นเช่นกัน

He Kill only to satisfy his hunger มันฆ่าเพียงเพื่อดับความหิว


เสือลายพาดกลอนที่เห็นในภาพ เป็นเสือที่สงบ ไม่ดุร้ายเพราะมันไม่หิว เสือจะดุร้ายเฉพาะเวลาที่ขคับขัน จวนตัวเท่านั้นในธรรมชาติ ปกติของเสือ เสือจะออกล่าเหยื่อเฉพาะในเวลาหิวและเสือหิวโซจึงจะดุร้ายมาก เสือไม่เคยฆ่าใครเพื่อหวังลาภยศ เสือไม่เคยฆ่าใครเพื่อหวังค้ากำไร หรือเพื่อปิดปาก เมื่อเสือตัวผู้ผสมพันธุ์กับตัวเมียแล้วไม่เคยปรากฎว่าฆ่าตัวเมียเลยโดยสรุปอาจกล่าวได้ว่าการฆ่าของเสือนั้น เป็นการฆ่าเพื่อยังชีวิตของตนให้รอดเท่านั้นเอง
มนุษย์เราเล่า ดูเผิน ๆ ธรรมชาติสร้างมนุษย์ให้เป็นสัตว์ทีรักสงบพอควร มนุษย์ไม่มีเขี้ยวเล็บที่แหลมคมเยี่ยงเสือ ดูเหมือนว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ไม่น่าเกรงขามเลย แต่สิ่งหนึ่งที่มนุษย์มีเหนือสัตว์อื่นคือ สติปัญญาที่เฉลียวฉลาด และเพื่อควบคุมสติปัญญาอันเป็นประดุจดาบ ๒ คมนี้ธรรมชาติก็ให้จิตใจแก่มนุษย์ด้วย แต่น่าสงสารที่จิตใจของมนุาย์นั้นขาดการพัฒนา แทนที่จะควบคุมสติปัญญา จิตใจกลับตกเป็นเบี้ยล่างสติปัญญานั้ก็พัฒนาสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาใช้ในการประหัตประหารกัน โหดร้ายทารุณยิ่งไปกว่าเขี้ยวเล็บของเสือ มนุษย์ฆ่ากันโดยปราศจากความยั้งคิดมนุษย์ฆ่าไม่ใช่เพื่อยังชีวิตอีกต่อไป แต่ฆ่าเพื่อสนองตัณหาในรูปแบบต่าง ๆ สบตากันไม่ชอบก็ฆ่า ผู้หญิงขัดขืนไม่ให้ข่มขืนก็ฆ่า ลูกขอเงินแม่ไม่ได้ก็ฆ่า ผลประโยชน์ขัดกันก็ฆ่า มนุษย์ฆ่าล้างโคตร และในที่สุดมนุษย์ก็จะถึงจุดที่จะทำลายพันธุ์ของมนุษย์ด้วยกันเองจนหมดสิ้น นั่นคือปัญหาของการพัฒนาทางกายโดยไม่พัฒนาจิต ความพินาศย่อมเกิดขึ้นได้ในทุกรูปแบบ