ในทางดาราศาสตร์ บลูมูน (Blue Moon) ไม่ใช่ดวงจันทร์สีน้ำเงิน แต่คือดวงจันทร์เต็มดวงครั้งที่ 2 ของเดือน โดยเฉลี่ยแล้วจะเกิดขึ้นทุก ๆ 2.72 ปี โดยดวงจันทร์จะสว่างเต็มดวงเช่นปกติ ไม่ไดเ้ปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแต่อย่างใด
ที่มาของชื่อ Blue Moon เป็นที่มาของสำนวนภาษาอังกฤษที่ว่า “Once in a blue moon” ซึ่งหมายถึง นาน ๆ ครั้งจะเกิดขึ้นสักครั้ง
พระจันทร์สีน้ำเงิน เกิดจากรอบการโคจรของดวงจันทร์เต็มดวงคือ 29.5 วัน ซึ่งสั้นกว่าจำนวนวันในปฏิทินปกติ ทำให้บางครั้งเกิดพระจันทร์เต็มดวงตอนต้นเดือน และมีดวงจันทร์เต็มดวงรอบสองในปลายเดือนเดียวกัน
ภาษาศาสตร์
ว่ากันว่า สำนวน One in a blue moon นี้มาจากเหตุการณ์ในปีค.ศ.1883 ภูเขาไฟกรากะตัว (Krakatoa) ในประเทศอินโดนีเซียเกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง โดยนักวิทยาศาสตร์ได้ประเมินว่า มีความรุนแรง เทียบเท่าระเบิดนิวเคลียร์ถึง100 เมกกะตัน เสียงระเบิดดังขึ้นกึกก้องไปไกลกว่า 600กิโลเมตร เถ้าธุลีจากการระเบิดที่ลอยสูงข้ึนไปในชั้นบรรยากาศเป็นระยะทางถึง 80 กิโลเมตร บดบังดวงจันทร์ให้มองเห็นเป็นสีน้ำเงินอยู่นานหลายปี
เนื่องจากเมื่อแสงสีขาวของดวงจันทร์ส่องผ่านกลุ่มเมฆที่ประกอบดว้ยอนุภาคเล็ก ๆ ขนาด 1 ไมครอน ทำให้เรามองเห็นดวงจันทร์เป็นสีน้ำเงินหรือบางคร้ังอาจเป็นสีเขียว
ภัยพิบัติที่ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงขนาดนี้ ไม่ไดเ้กิดข้ึนบ่อยครั้ง ดังนั้น once in a blue moon จึงมีความหมายว่า ไม่บ่อยนัก (very rarely)
โหราศาสตร์
ดนตรี
เนื่องจากสำนวน “Once in a blue moon” ที่หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากมากหรือนาน ๆ ครั้ง มีความหมายที่โรแมนติกและลึกซึ้ง จึงทำให้มีศิลปินหลายคนนำไปตั้งเป็นชื่อเพลง ซึ่งแต่ละเพลงจะมีความหมายและสไตล์ที่แตกต่างกัน

