กาลามสูตร (Kesamutti Sutta) คือพระสูตรสำคัญในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาวกาลามะ แห่งเกสปุตตนิคม หลักธรรมนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น “หลักแห่งความเชื่อ” หรือ “แนวทางในการใช้ปัญญาพิจารณาสิ่งต่างๆ ก่อนที่จะปลงใจเชื่อ”
ที่มาของพระสูตร
เกสปุตตนิคม เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ ทำให้มีสมณะ ชีพราหมณ์ และเจ้าลัทธิต่างๆ เดินทางผ่านเข้ามาเผยแผ่คำสอนของตนเองอยู่เป็นประจำ
วันหนึ่ง พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยหมู่สงฆ์ได้เสด็จมาถึงเมืองเกสปุตตะ ชาวกาลามะจึงได้พากันไปเข้าเฝ้า และทูลถามความในใจที่ค้างคามานานด้วยความอึดอัดว่า
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีสมณพราหมณ์พวกหนึ่งมาถึงเมืองนี้ พวกเขาแสดงแต่ทัศนะของตน แต่ดูหมิ่นลัทธิคนอื่น… เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกข้าพระองค์จึงเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่า ในบรรดาท่านเหล่านั้น ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ?”
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงฟังดังนั้น จึงทรงแสดง หลักกาลามสูตร 10 ประการ เพื่อให้ชาวเมืองใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นกรองความจริงด้วยปัญญาของตนเอง
หลักกาลามสูตร 10 ประการ
มา อนุสฺสเวน: อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะฟังตามๆ กันมา (ข่าวลือ, เสียงเล่าอ้าง)
มา ปรมฺปราย: อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะถือสืบๆ กันมา (ประเพณี, วัฒนธรรมที่ทำต่อกันมาโดยไม่รู้เหตุผล)
มา อิติกิราย: อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะเล่าลือกันตื่นๆ (ตื่นข่าว, กระแสสังคม)
มา ปิฏกสมฺปทาเนน: อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะมีอ้างไว้ในตำราหรือคัมภีร์
มา ตกฺกเหตุ: อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะตรรกะหรือนึกเดาเอาเอง
มา นยเหตุ: อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะการคาดคะเนหรืออนุมานตามนัย (คิดว่ามันน่าจะเป็นแบบนั้น)
มา อาการปริวิตกฺเกน: อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะตรึกตรองตามอาการที่ปรากฏ (ดูจากภายนอกแล้วน่าจะใช่)
มา ทิฏฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา: อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีหรือความเห็นของตน (ความลำเอียงส่วนตัว)
มา ภพฺพรูปตาย: อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะผู้พูดดูน่าเชื่อถือ (ตำแหน่ง, หน้าตาทางสังคม)
มา สมโณ โน ครูติ: อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงเพราะผู้พูดเป็นครูอาจารย์ของเรา
